Showing posts with label Printing. Show all posts
Showing posts with label Printing. Show all posts

วิธี proof งานกับลูกค้า

ก่อนส่งงานออกฟิล์มทำเพลทหรือส่งให้โรงพิมพ์ การปิดงานกับลูกค้าอย่างชัดเจน จะช่วยลดปัญหาลงอีกเยอะ ดังนั้นก่อนถึงขั้นตอนดังกล่าว เราต้องส่งงานให้ลูกค้าดูและตรวจทางให้เราด้วย ซึ่งบางงานอาจจะต้องตรวจกันอยู่หลายรอบ เรามาดูกันครับว่า วิธี Proof งานกับลูกค้ามีอะไรบ้าง
  • Print ตรวจ : วิธีนี้เหมาะสำหรับงานที่มีจำนวนหน้ามากๆ อย่างหนังสือ เรา Print ออกมาจาก Printer นี่แหละ เรียงหน้าให้ถูกต้อง และหากเจอลูกค้าที่ไม่สันทัดเรื่องเทคโนโลยี หรือเข้าใจอะไรได้ยาก ก็อาจจะต้องเอามาเรียงหน้าให้เหมือนตอนเปิดหนังสือออกมาจริงๆ อย่างงาน A5 เรา Print ลง A4 ได้ 2 หน้า ก็เอามาพับครึ่งเรียงหน้าแล้วก็หนีบรวมกัน หรือจะเป็นงาน A4 ก็อาจจะ Print ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้หน้าเรียงกันได้ถูกต้อง วิธีนี้ดีครับ หากข้อมูลส่วนไหนขาดหรือยังสับสน เราสามารถเขียนโน็ตไว้ให้ลูกค้าได้ในตำแหแน่งนั้นเลย เวลาตรวจลูกค้าจะได้แก้ไขลงบนหน้างานได้ทันที และสามารถเขียนความต้องการลงไปในนั้นได้ด้วย เวลาเราเอามาเช็คความถูกต้องอีกที ก็สามารถเช็คไปทีละจุดได้อีกด้วย แต่หากเจองานที่ต้องตรวจกันหลายครั้ง ต้องปริ้นกันเยอะ เปลืองไม่ใช่เล่น 
  • Print Digital : เหมาสำหรับงานที่ลูกค้าต้องการเห็นเป็นชิ้นงาน และสีที่ออกมาจะใกล้เคียงกับงานที่พิมพ์ออกมาแล้ว เป็นงานพวกแผ่นพับ โปสเตอร์ ใบปลิว ที่จำนวนหน้าน้อย หรือหากลูกค้าต้องการตรวจงานหนังสือโดยวิธีนี้ ก็คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไปครับ เพราะราคาค่อนข้างสูง เครื่อง Print Digital จะเป็นเครื่องใหญ่ๆ ครับ ที่เห็นส่วนมากจะใส่กระดาษได้ขนาดใหญ่กว่า A3 ไปนิดหน่อย ลองหาแหล่งดูครับ ตามร้านที่รับทำหนังสือจำนวนน้อย
  • ส่งตรวจทาง E-mail : สำหรับงานส่งตรวจทางอีเมล์ มีวิธีแยกออกไปอีกดังนี้ครับ
    •  ส่ง pdf ให้ตรวจ วิธีนี้ง่ายครับ ใช้ได้ดีกับงานหนังสือ โดยเราอาจจะต้องบอกวิธีการทำเครื่องหมายตรงตำแหน่งที่ต้องการแก้ไข และใส่ข้อความที่ต้องการบอกและรายละเอียดลงไปในไฟล์ pdf
    • การส่งไฟล์เป็นรูป jpg : เราสามารถ Export งานออกมาเป็น jpg ในโปรแกรม Indesign ได้เลย เหมาะสำหรับงานที่มีจำนวนหน้าน้อย อย่าง โปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว
    • หากไฟล์งานที่ต้องการส่งให้ดูนั้น มีขนาดใหญ่เกินกว่า 10Mb ให้หาที่ฝากไฟล์แล้วส่ง link สำหรับ Download ให้ไปทางอีเมล์ เพราะเท่าที่เจอมา ลูกค้าส่วนใหญ่จะใช้ Hotmail ซึ่งไม่สามารถส่งเมล์ไฟล์ที่มีขนาดเกิน 10Mb ได้ (Gmail ได้ 25 Mb)
    • แนะนำว่าควรใช้บริการของ Gmail เนื่องจากมีเครื่องมือในการจัดการอีเมล์ได้ดี และมีส่วนเสริมอื่นๆ มาให้ใช้งานเพื่อการทำงานที่คล่องตัวขึ้น (เคยใช้งาน Hotmail แล้วเจอปัญหาลูกค้าส่งงานมาให้ แล้วพี่ Hotmail ก็หวังดีกลังเราเจอไวรัส เลยเปลี่ยนชื่อไฟล์ บางครั้งก็ตัดนามสกุลไฟล์ออกไปซะงั้น เลยไม่รู้ว่าจะต้องใช้โปรแกรมอะไรเปิด เลยเกิดความรู้สึกรุงรังขั้นมา) ที่สำคัญ Gmail ยังให้พื้นที่ใช้งานที่เยอะ เก็บเมลได้มาก
  • ตรวจงานที่หน้าจอเราเลย : วิธีนี้ไม่เหมาะกับการแก้งานหนังสือครับ เพราะ จะใช้เวลาเยอะ บางครั้งเราต้องนั่งแก้งานกับลูค้าเป็นวันๆ เลย ซึ่งจริงๆ แล้ว หาก Print ให้ตรวจ แล้วเราค่อยมาแก้ไขทีหลัง จะใช้เวลาน้อยกว่า เราเอาเวลาที่รอลูกค้าตรวจไทำอย่างอื่นจะดีกว่า และที่สำคัญครับ ต้องใช้สติพอสมควร ความคุมอารมณ์ให้อยู่ หากลูกค้าต้องการแก้ไขงาน และทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกมาก หรือทำให้งานยุ่งยากซับซ้อนขึ้น ก็ต้องหาวิธีพูดและอธิบายให้เข้าใจครับ (แต่ถ้าผลตอบแทนสูงคุ้มค้ากับการแก้ไขก็ทำไปเถอะ)
หลักๆ ก็มีอยู่ไม่กี่วิธีครับ แต่ที่ต้องกำชับก็คือ อย่าให้ลูกค้าโยนภาระการตรวจงานมาให้เราทั้งหมด เพราะบางครั้งเราตรวจได้แค่คำถูก-ผิดธรรมดา แต่ถ้าเจอหนังสือที่มีเนื้อหาจำเพาะ เราก็ไม่ได้รู้เนื้อหาที่เขียนลงไปในงาน แล้วก็ใครจะมารู้ดีเท่าเจ้าของงานครับ ถึงลูกค้าไว้ใจเราขนาดไหน ยังไงซะก็ต้องให้ตรวจ และตรวจอย่างละเอียดด้วย เซ็นชื่อกำกับไว้ว่าตรวจแล้วเลยยิ่งดี เพราะจะได้ตระหนักว่า หากงานพิมพ์ออกมาแล้วผิด ลูกค้าต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย

ขนาดของเครื่องพิมพ์ offset

ครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท โดยทั่วไปมีหลักการเดียวกัน คือ ประกอบด้วยโมแม่พิมพ์ โมยางและโมพิมพ์ ที่โมแม่พิมพ์จะมีระบบการให้น้ำและต่อเพลทอยู่ การถ่ายทอดภาพ เกิดจากโมแม่พิมพ์ได้รับหมึก แล้วถ่ายทอดภาพให้โมยาง จากนั้นโมยางจึงถ่ายทอดภาพให้กับกระดาษหรือวัสดุที่ใช้พิมพ์ ในการถ่ายทอดภาพจากโมหนึ่งไปยังโมหนึ่งจะต้องใช้แรงกดน้อยที่สุด

ออฟเซ็ทเล็ก
เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก พิมพ์กระดาษได้ขนาด 10 * 15 นิ้ว ถึงขนาด 13 * 17 นิ้วโดยประมาณ เครื่องชนิดนี้มีอุปกรณ์ประกอบในการทำงานน้อยไม่ยุ่งยาก ใช้ง่าย เหมาะสำหรับงานพิมพ์ขนาดเล็ก เช่น หัวจดหมาย หนังสือเวียนแผ่น โฆษณาเผยแพร่เล็ก ๆ ไม่เหมาะสำหรับงานพิมพ์สอดสี หรือ สี่สี เพราระบบฉากยังไม่มีความเที่ยงตรงดีพอ



ขนาดตัดสี่
เป็นเครื่องพิมพ์ที่ขนาดใหญ่กว่าออฟเซ็ดเล็ก สามารถพิมพ์ได้ขนาดประมาณ 15 * 21 นิ้ว หรือ 18 * 25 นิ้ว มีอุปกรณืช่วยในการพิมพ์มากขึ้นและระบบน้ำดีขึ้นกว่า สามารถพิมพ์งานได้เกือบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสีเดียวหรือหลายสีก็ตาม เหมาะสำหรับพิมพ์หนังสือยกเป็นเล่ม ภาพโปสเตอร์ขนาดกลาง งานพิมพ์ทั่วไป และงานพิมพ์ที่มีจำนวนพิมพ์ไม่มากนัก เช่น ครั้งละไม่เกิน 5,000 ชุด ถ้าเป็นการพิมพ์จำนวนมาก ๆ แล้ว จะเป็นการเสียเวลา เพราะมีขนาดเล็ก ไม่สามารถลงพิมพ์ได้คราวละหลาย ๆ แบบได้ เครื่องพิพม์ขนาดนี้นิยมใช้ทั่วไปในท้องตลาด ถ้าพิมพ์หนังสือยก จะพิมพ์ขนาด 8 หน้ายกได้ ทั้งนี้แล้วแต่ขนาดของเครื่องพิพม์ การที่เรียกเครื่องพิมพ์ขนาดตัดสี่นั้น เพราะใช้กระดาษขนาด 15.5 * 21.5 นิ้ว ที่เกิดจากการแบ่งกระดาษขนาดใหญ่ 31 * 43 นิ้ว เป็นสี่ส่วนได้พอดี ซึ่งเมื่อนำกระดาษขนาดนี้ไปพิมพ์และพับเป็นเล่มแล้ว จะได้หนังสือที่มีขนาดเล็กเรียกว่า 8 หน้ายก



ขนาดตัดสอง
เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดที่ใหญ่กว่าขนาดตัดสี่เกือบเท่าตัว กล่าวคือ สามารถพิมพ์ได้ 25 * 36 นิ้ว หรือบางแม่พิมพ์ สามารถพิมพ์ขนาด 28 * 40 นิ้วได้ เหมาะสำหรับใช้พิพม์งานทางการค้าทั่วไป เช่น หนังสือยก โปสเตอร์ขนาดใหญ่ แผ่นโฆษณา และงานพิมพ์ทุกชนิด เนื่องสามารถพิมพ์ได้ขนาดใหญ่ จึงสามารถลงแบบที่จะพิมพ์ได้คราวละหลาย ๆ แบบ และสามารถตัดซอยเป็นแบบที่ต้องการได้ภายหลัง ทำให้ประหยัดเวลาในการพิมพ์ เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดที่นิยมใช้กันทั่วไป มีอุปกรณ์ประกอบในการช่วยพิมพ์ดีฉากพิมพ์แม่นยำ และความเร็วสูง



ขนาดตัดหนึ่ง
เป็นเครื่องพิมพ์ ชนิดป้อนแผ่นขนาดใหญ่ที่สามารถ พิมพ์กระดาษ 30 * 40 นิ้ว หรือโตกว่าได้ มีอุปกรณ์ช่วยในการพิมพ์มากขึ้น ส่วนมากใช้ในการพิมพ์หนังสือ โปสเตอร์ และบรรจุภัณฑ์ ที่มีปริมาณการพิมพ์มาก ๆ มีใช้น้อยกว่าขนาดสี่ตัด และขนาดสองตัด ในปัจจุบันจัดได้ว่าระบบการพิมพ์ ออฟเซ็ต เป็นระบบงานพิมพ์ที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด เพราะให้คุณภาพของงานพิมพ์ที่สูง และราคาไม่สูงมาก เหมาะสำหรับใช้พิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ทั้งหนังสือที่ต้องการสีเดียวและสี่สี

หลักในการพิมพ์ offset (Offset Printing)

ลักของการพิมพ์ offset คือ น้ำกับน้ำมันจะไม่รวมตัวกันซึ่งบนแผ่นแม่พิมพ์จะมีทั้งสอง ส่วนคือ บริเวณที่ไม่มีภาพก็จะเป็นที่รับน้ำและในส่วนที่มีภาพก็จะเป็นสารเคมีที่เป็นพวกเดียวกับหมึก

หน้าที่ของบริเวณทั้งสองของแม่พิมพ์
1. ส่วนที่ไร้ภาพและรับน้ำ จะทำหน้าที่ในการรับน้ำหรือความชื้น และผลักดันหมึกให้ออกนอกบริเวณ
2. ส่วนที่เป็นภาพจะทำหน้าที่รับหมึกและผลักดันน้ำมันออกนอกบริเวณของตน ซึ่งในแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ ๆ แตกต่างกัน



หลักในการถ่ายทอดภาพของเครื่องพิมพ์ออฟเซต
ออฟเซตเป็นระบบการพิมพ์พื้นฐานทั่วไปในระบบ 3 โม คือ
1. โมแม่พิมพ์
2. โมผ้ายาง
3. โมแรงกด
พร้อมด้วยระบบทำความชื้นและระบบการจ่ายหมึกให้แก่แม่พิมพ์ เมื่อมีการเคลื่อนไหว แม่พิมพ์จะหมุนไปรับน้ำ หรือ ความชื้น แล้วจึงหมุนไปรับน้ำ แล้วจึงไปรับหมึก เมื่อแม่พิมพ์รับหมึกในบริเวณภาพ แล้วจะหมุนลงไปถ่ายโอนไปให้โมผ้ายาง แล้วจึงถ่ายลงวัสดุพิมพ์ โดยมีโมกดพิมพ์รองรับอยู่ เป็นระบบการพิมพ์ทางอ้อม

ประโยชน์ของการพิมพ์ทางอ้อม
1. ในการพิมพ์ภาพลงสู่ผ้ายาง ผิวของผ้ายางมีความอ่อนนุ่ม จึงสามารถแนบกระชับกับผิวของของกระดาษที่เป็นแอ่งและขรุขระได้ดี
2. ผ้ายางจะไม่ทำให้ตัวของแม่พิมพ์ชำรุด เหมือนกับการพิมพ์ทางตรง
3. สะดวกในการตรวจสอบความถูกต้องของภาพ และข้อความบนแม่พิมพ์เพราะเป็นตัวตรง ไม่ใช่ตัวกลับอย่าง เลตเตอร์เพลส ซึ่งตรวจสอบได้ยาก